MA Ribbon 13·34·89 + Volume Profile + MACD ประกอบมูลค่าจาก Reverse DCF — เพื่อเข้าเก็บหุ้นดีในราคาต่ำ ไม่ใช่เพื่อเดาตลาดรายวัน
กราฟเทคนิคในระบบนี้ ไม่ได้มีไว้เลือกหุ้น — หุ้นถูกเลือกด้วยพื้นฐานและ Reverse DCF ไปแล้ว กราฟมีหน้าที่แค่ 3 อย่าง
1) บอกโซนราคา — ต้นทุนของคนส่วนใหญ่อยู่ตรงไหน (Volume Profile)
2) บอกสถานะแนวโน้ม — ตอนนี้หุ้นอยู่ช่วงสะสม ขาขึ้น แจกของ หรือขาลง (MA Ribbon)
3) คุมขนาดไม้ — สถานะไหนเติมได้ สถานะไหนห้ามเติม สถานะไหนต้องลด
สัญญาณเทคนิคทุกตัวในเล่มนี้ ใช้เดี่ยว ๆ ไม่ได้ ทุกการกระทำต้องผ่านด่าน 2 ชั้นก่อนเสมอ: Thesis ยังอยู่ไหม (พื้นฐานไม่เปลี่ยน, ราคาต่ำกว่ามูลค่า) และ ตลาด price อะไรไว้ (Expected Move / IV จาก option chain) — เส้นตัดกันสวยแค่ไหน ถ้าสองด่านนี้ไม่ผ่าน = ไม่ทำ
Indicators → ค้นหา MA RibbonSMA 13 (เหลือง) · MA#2 = SMA 34 (แดง) · MA#3 = SMA 89 (เขียว) · ปิด MA#4Chart และติ๊ก Wait for timeframe closes — สำคัญ: ให้สัญญาณเกิดเมื่อแท่งปิดเท่านั้น กันสัญญาณหลอกระหว่างวันRow Size ≈ 50–70 (ค่าเริ่มต้น 24 หยาบเกินไป แนวที่ได้จะกว้างจนใช้วางแผนไม่ได้) · Value Area = 70% ตามมาตรฐานใช้ค่ามาตรฐาน 12 / 26 / 9 ไม่ต้องจูน — MACD ในระบบนี้เป็นแค่ตัวยืนยันลำดับสาม ไม่ใช่ตัวนำ
บันทึก Layout ไว้ 2 ชุด: Weekly (ใส่ SMA 30 สัปดาห์เพิ่ม) กับ Daily (ชุด 13/34/89) — เหตุผลอยู่ในส่วนที่ 04 กฎสั้น ๆ คือ Weekly กำหนดทิศ · Daily หาจังหวะ ห้ามใช้สลับหน้าที่
คำถามยอดฮิตอันดับหนึ่ง ตอบให้จบตรงนี้ก่อนไปต่อ
| SMA — Simple | EMA — Exponential | |
|---|---|---|
| วิธีคิด | เฉลี่ยราคาปิด N วันแบบเท่ากันหมด — แท่งเมื่อ 3 เดือนก่อนมีน้ำหนักเท่าแท่งเมื่อวาน | ถ่วงน้ำหนักแท่งล่าสุดมากกว่า (ตัวคูณ 2÷(N+1)) — ยิ่งใหม่ยิ่งมีผล |
| นิสัย | ขยับช้า เรียบ ไม่ตกใจง่าย | ขยับไว เกาะราคา หันหัวเร็วกว่า |
| ข้อแลกเปลี่ยน | สัญญาณช้ากว่า แต่หลอกน้อยกว่า | สัญญาณเร็วกว่า แต่หลอกบ่อยกว่า |
| เหมาะกับ | ผู้ถือกลาง–ยาว (ระบบหลักของเล่มนี้) และเป็นเส้นที่สถาบันทั่วโลกใช้อ้างอิง (SMA 50/100/200) | สวิงเทรด / เทรดสั้น ที่ต้องการจังหวะเข้าออกไว (นิยม EMA 9/21/50 — ใช้ในส่วนที่ 11) |
ทำไมเล่มนี้ใช้ SMA เป็นหลัก: งานของเราคือถือเป็นเดือนเป็นปี ความไวไม่ใช่ข้อได้เปรียบ — ความไวคือต้นทุน เพราะมันแปลว่าสัญญาณหลอกถี่ขึ้น ทุกสัญญาณหลอกคือค่าธรรมเนียม ภาษี และการเสียหุ้นดีไปกลางเทรนด์
เรื่องที่สำคัญกว่า "เส้นไหนดีกว่า": ทั้งคู่ใช้ได้ — สิ่งที่พังพอร์ตคือการสลับไปมาเพื่อหาเส้นที่ "รับราคาพอดี" หลังเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว นั่นไม่ใช่การวิเคราะห์ นั่นคือการ fit อดีต เลือกชุดเดียว แล้วอยู่กับมันนานพอจนอ่านนิสัยราคารอบ ๆ เส้นออก
วิธีจำที่ใช้งานได้จริง: แต่ละเส้นคือ ต้นทุนเฉลี่ยของคนสามกลุ่ม ที่ถือหุ้นด้วยกรอบเวลาต่างกัน
| เส้น | ≈ เวลา | ตัวแทนของ | บอกอะไร |
|---|---|---|---|
| SMA 13 | 2½ สัปดาห์ | นักเก็งกำไรระยะสั้น | อารมณ์ตลาดตอนนี้ — เส้นแรกที่ขยับเสมอ |
| SMA 34 | 1½ เดือน | นัก Swing / กองทุนซื้อขายไว | จังหวะรอบย่อย — แนวรับ-ต้านของการย่อปกติ |
| SMA 89 | 4–5 เดือน | สถาบัน / ผู้ถือยาว | แนวโน้มหลัก — เส้นแบ่ง "ตลาดเชื่อ" กับ "ตลาดเลิกเชื่อ" |
หลักการอ่านพื้นฐานสามข้อ:
ราคาเทียบเส้น 89 — อยู่เหนือ = โครงสร้างขาขึ้น สถาบันยังถือ · อยู่ใต้ = โครงสร้างเสีย ทุกการเด้งคือการเด้งในขาลงจนกว่าจะพิสูจน์ใหม่
ความชันของเส้น 89 — ชี้ขึ้น = เทรนด์มีแรง · แบนราบ = ตลาดยังไม่ตัดสินใจ (ช่วงสะสม/แจกของ) · หักลง = ขาลงยืนยัน
ระยะห่างราคาจากเส้น 34 — ยิ่งห่าง ยิ่ง extended ยิ่งห้ามไล่ซื้อ แต่เพดานของแต่ละหุ้นไม่เท่ากัน: หุ้นใหญ่นิ่ง ๆ ห่าง 12% ก็ตึงแล้ว หุ้นผันผวนสูงอย่างหุ้นเติบโตบางตัว ห่าง 40% เป็นเรื่องปกติ — ใช้เลขตายตัวไม่ได้ ต้องวัดนิสัยของตัวมันเอง (วิธีวัดอยู่ในกล่องถัดไป)
1) เปิดกราฟ Daily ย้อนหลัง 1–2 ปี หา "ยอดของการวิ่งแรง" 4–5 รอบล่าสุด (จุดที่วิ่งขึ้นสุดก่อนย่อจริง)
2) ณ แต่ละยอด วัดว่าราคาห่างจากเส้น 34 กี่ % — ใช้ Measure tool (Shift+ลาก) จากเส้นถึงราคา
3) จดทั้ง 5 ค่า เอาค่ากลาง (median) = เพดานของหุ้นตัวนั้น เช่น วัดได้ 28 / 35 / 31 / 44 / 33 → เพดาน ≈ 33%
กฎที่ได้: ราคาเข้าใกล้เพดานของตัวมันเอง = โซนห้ามเติม + โซนพิจารณาขาย Covered Call — กฎเดียวกัน แต่เลขเป็นของหุ้นแต่ละตัว ไม่ใช่เลขจากตำรา
| เส้น | ≈ เวลา | ความหมาย |
|---|---|---|
| SMA 100 | ~5 เดือน | เส้นกลางระหว่าง 89 กับ 200 — หลายกองทุนใช้เป็นแนวเช็คสุขภาพเทรนด์ระยะกลาง ถ้าใช้ 89 อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใส่เพิ่ม (ซ้ำซ้อนกัน) |
| SMA 200 | ~10 เดือน | เส้นที่คนดูเยอะที่สุดในโลก — เกณฑ์แบ่งตลาดกระทิง/หมีของสถาบัน สื่อ และโมเดลความเสี่ยงของกองทุนจำนวนมาก ราคายืนเหนือ 200 ที่ชี้ขึ้น = ระบอบขาขึ้น · หลุดใต้ 200 ที่ชี้ลง = ระบอบขาลง |
ทำไม 200 ถึง "ศักดิ์สิทธิ์" ทั้งที่เป็นแค่ค่าเฉลี่ย: เพราะคนเชื่อเยอะพอ มันเลยกลายเป็นจริงบางส่วน (self-fulfilling) — คำสั่งซื้อขายจำนวนมากตั้งรออยู่แถวนั้นจริง ๆ นี่ไม่ใช่เวทมนตร์ นี่คือจุดนัดพบ · วิธีใช้ในระบบเรา: ไม่ต้องเพิ่มเส้นบน Daily ให้รก — เพราะ SMA 30 บนกราฟ Weekly ≈ SMA 150 วัน และ SMA 40 สัปดาห์ ≈ SMA 200 วัน พอดี ซึ่งคือเส้นที่เราใช้ยืนยัน Stage บน Weekly อยู่แล้ว (ส่วนถัดไป) — ได้เส้น 200 มาฟรีโดยไม่ต้องเพิ่มอะไร
ใช้สองกรอบเวลาคู่กันเสมอ: Weekly ตัดสิน "สถานะ" (หุ้นอยู่ระยะไหนของวัฏจักร — ดูส่วนที่ 03) · Daily ตัดสิน "จังหวะ" (จุดทยอยเก็บ จุดเติม) — เมื่อสองกรอบขัดกัน ให้เชื่อ Weekly เช่น Daily ตัดขึ้นสวยแต่ Weekly ยังเรียงขาลง = แค่เด้งในขาลง เก็บได้เฉพาะไม้เล็กตามแผนการ์ด A เท่านั้น
เลข 13 / 34 / 89 เป็นเลข Fibonacci ก็จริง แต่ตัวเลขไม่มีพลังวิเศษ — SMA 89 กับ SMA 90 ให้ผลแทบไม่ต่างกัน สิ่งที่ทำให้ระบบนี้ใช้ได้คือ (1) สามเส้นครอบคลุมสามกรอบเวลาที่ต่างกันจริง และ (2) เราใช้ชุดเดิมอย่างสม่ำเสมอ จนอ่านพฤติกรรมราคารอบ ๆ เส้นออก อย่าเสียเวลาไล่หา "เลขที่แม่นกว่า" — มันไม่มี
สาเหตุอันดับหนึ่งที่มือใหม่ "มึนสัญญาณ" คือดูสองกรอบเวลาแล้วให้น้ำหนักเท่ากัน — ระบบนี้จัดลำดับชั้นชัดเจน: กรอบใหญ่ตัดสินทิศ กรอบเล็กแค่หาจุด ห้ามกลับด้านเด็ดขาด
| คุณคือใคร | กรอบกำหนดทิศ (Stage) | กรอบหาจังหวะ (Trigger) |
|---|---|---|
| ถือยาว เป็นปี ๆ | Weekly · SMA 30 สัปดาห์ (ตำรับ Weinstein — ≈ SMA 150 วัน) | Daily · ชุด 13/34/89 + Volume Profile |
| ถือกลาง หลายเดือน | Weekly ยืนยัน · Daily ดูโครงสร้าง | Daily |
| สวิงเทรด เป็นสัปดาห์ | Daily | 4H (ดูส่วนที่ 11) |
ขั้นตอนใช้งานจริง (ผู้ถือกลาง–ยาว):
1) เปิด Weekly ก่อนเสมอ — ถามคำถามเดียว: ราคาอยู่เหนือหรือใต้ SMA 30 สัปดาห์ และเส้นชี้ทางไหน → ได้คำตอบว่าหุ้นอยู่ Stage ไหน
2) Weekly เป็น Stage 1 หรือ 2 เท่านั้น จึงมีสิทธิ์เปิดไม้ใหม่ — Stage 3/4 บน Weekly = Daily สวยแค่ไหนก็ไม่ซื้อเพิ่ม
3) ค่อยลงมา Daily เพื่อหา "จุด": โซน Value, การย่อหาเส้น 34, สัญญาณตัด
Daily: 13 ตัดลง 34 (ดูน่ากลัว) · Weekly: ราคายืนเหนือ SMA 30 ที่ชี้ขึ้น เรียงสวยทั้งแผง → คำอ่านที่ถูกคือ "การย่อปกติในขาขึ้นใหญ่" = โซนรอเติม ไม่ใช่สัญญาณหนี · กลับด้านก็เช่นกัน: Daily เด้งสวยแต่ Weekly ยังเรียงขาลงใต้เส้นที่ชี้ลง = เด้งเพื่อลงต่อ (bear rally) ห้ามไล่ · เมื่อสองกรอบขัดกัน — เชื่อกรอบใหญ่เสมอ ไม่มีข้อยกเว้น
ก่อนดูเส้นตัดกัน ให้ดูลำดับการเรียงของสามเส้นก่อน — มันบอกว่าหุ้นอยู่ระยะไหนของวัฏจักร (ตามกรอบ Stage Analysis ของ Stan Weinstein) · ย้ำ: ตัดสิน Stage บนกราฟ Weekly + SMA 30 สัปดาห์เป็นหลัก — ภาพ 4 ช่องข้างล่างใช้หน้าตาเดียวกันทั้งสองกรอบเวลา แต่คำตัดสินสุดท้ายเป็นของ Weekly
"หุ้นถูก" กับ "หุ้นระยะ 4" เกิดพร้อมกันได้ — Reverse DCF บอกว่าถูก แต่กราฟเรียงขาลงเต็มตัว แปลว่าตลาดกำลังบอกว่ามีอะไรที่เรายังไม่รู้ ทางแก้ไม่ใช่เลิกซื้อ แต่คือ ซื้อช้าลงและเล็กลง: แบ่งไม้ถี่ขึ้น รอสัญญาณระยะ 1 (เส้นเริ่มแบน ราคาหยุดทำ Low ใหม่) แล้วค่อยเร่ง — ให้กราฟทำหน้าที่เดียวของมันคือกันเราไม่ให้รับมีดร่วง
| สัญญาณ | ความหมาย | ความน่าเชื่อถือ |
|---|---|---|
| 13 ตัดขึ้น 34 | รอบย่อยเปลี่ยนเป็นขาขึ้น | ต่ำ–กลาง · หลอกบ่อยในตลาด sideways |
| 13 ตัดลง 34 | รอบย่อยอ่อนแรง | ต่ำ–กลาง · ใช้เป็น "สัญญาณเตือน" ไม่ใช่สัญญาณขาย |
| 34 ตัดขึ้น 89 | แนวโน้มหลักกำลังกลับตัวขึ้น | กลาง–สูง · สัญญาณหลักของระบบนี้ |
| 34 ตัดลง 89 | แนวโน้มหลักเสีย | กลาง–สูง · สัญญาณลดพอร์ตหลัก |
| 13 ตัดลง 89 | แรงขายรุนแรงผิดปกติ | เกิดไม่บ่อย · เมื่อเกิด = ต้องทบทวน thesis ทันที |
1) MA เป็นตัวตามหลัง (lagging) โดยธรรมชาติ — กว่า 34 จะตัด 89 ราคามักวิ่งไปแล้ว 15–25% จากก้น นี่คือ "ค่าเบี้ยประกัน" ที่เราจ่ายเพื่อแลกกับการยืนยัน ไม่ใช่ข้อเสียของระบบ ระบบนี้ออกแบบมาเพื่อจับเนื้อกลางเทรนด์ ไม่ใช่จับก้นจับยอด
2) ตลาด sideways คือจุดตายของ MA cross — ช่วงระยะ 1 และระยะ 3 เส้น 13/34 จะตัดกันไปมาไม่รู้จบ (whipsaw) ทางแก้: ในช่วงที่เส้น 89 แบนราบ ให้ปิดหูสัญญาณตัดทั้งหมด แล้วใช้ Volume Profile นำแทน
3) สัญญาณตัดไม่บอก "ราคาเหมาะสม" — Golden cross ที่เกิดตอนราคาแพงกว่ามูลค่า 40% ไม่ใช่สัญญาณซื้อ มันคือสัญญาณว่า "คนอื่นเริ่มไล่ราคาแล้ว" ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
หุ้นเติบโตที่พวกเราถือกัน จุดกลับตัวใหญ่ส่วนมากไม่ได้ค่อย ๆ เกิดที่แนวรับแนวต้าน — มันเกิดเป็น gap ข้ามคืนหลังงบ กระโดดข้ามเส้น MA ข้าม POC ข้ามทุกแนวในแท่งเดียว แนวที่ลากไว้ป้องกันอะไรไม่ได้เลยในคืนนั้น ลองย้อนดูหุ้นในพอร์ตตัวเอง: ยอด/ก้นใหญ่กี่จุดที่ตรงกับสัญลักษณ์ E พอดี
กฎบังคับ 3 ข้อ:
1) เช็ควันงบก่อนวิเคราะห์กราฟทุกครั้ง — สัญลักษณ์ E ใต้กราฟ TradingView หรือหน้า IR ของบริษัท (แม่นกว่า เพราะวันบนกราฟบางทีเป็นวันคาดการณ์)
2) ห้ามเปิดไม้ใหม่/เติมไม้ ภายใน 2 สัปดาห์ก่อนงบ — สัญญาณเทคนิคช่วงนั้นคือการเดาผลงบ ไม่ใช่การอ่านกราฟ · ของที่ถืออยู่แล้ว ปล่อยตาม thesis (เราถือยาว งบไตรมาสเดียวไม่ใช่เหตุขาย) · ตัวไหนน้ำหนักเกินเป้ามาก พิจารณา Collar คลุมข้ามงบ · รอ 1–2 วันหลังงบให้ราคา settle แล้วค่อยกลับมาอ่านสัญญาณ
3) ฝั่งออปชัน: IV พองก่อนงบแล้วยุบทันทีหลังงบ (IV crush) — ผู้ซื้อออปชันที่ถือค้ามงบจะเจอเหตุการณ์ "หุ้นขึ้นแต่ออปชันไม่ขึ้น" เพราะ IV ยุบแรงกว่าที่ราคาวิ่ง · ใครจะถือออปชันข้ามงบ ให้รู้ตัวว่ากำลังเดิมพัน "ขนาด move เทียบกับที่ตลาด imply ไว้" ไม่ใช่เดิมพันทิศทางเฉย ๆ
แกนตั้งของ Volume Profile ตอบคำถามเดียว: เงินส่วนใหญ่เปลี่ยนมือกันที่ราคาไหน — นั่นคือที่ที่แนวรับแนวต้านจริงอยู่ ไม่ใช่เส้นที่ลากจากยอดสองยอด
| ลากจาก → ถึง | ตอบคำถาม | ใช้ทำอะไร |
|---|---|---|
| ยอดรอบก่อน → ก้นล่าสุด | คนติดดอยกองอยู่ตรงไหน (Supply เหนือหัว) | รู้ว่าเด้งขึ้นไปจะไปติดแถวไหน · โซนขาย Covered Call |
| ก้นล่าสุด → วันนี้ | ฐานรอบใหม่สะสมกันที่ราคาไหน (Demand) | POC/VAL ของก้อนนี้ = โซนทยอยเก็บ · โซนขาย Cash-Secured Put |
แล้วเทียบปริมาตรรวมของสองก้อน: ถ้าก้อน Demand ยังบางกว่าก้อน Supply มาก การเด้งที่เห็นคือ relief rally ยังไม่ใช่การกลับเทรนด์ — อย่าเพิ่งใส่ไม้ใหญ่
ตำแหน่งของ MACD ในระบบนี้ต่ำที่สุดโดยตั้งใจ: มันคำนวณจากราคาเหมือน MA ทุกประการ จึงไม่ใช่ข้อมูลใหม่ — ใช้แค่ 2 อย่างพอ
1) Zero line = เข็มทิศรอบใหญ่ — MACD ยืนเหนือศูนย์ต่อเนื่อง = โมเมนตัมรอบใหญ่เป็นบวก ใช้ยืนยันสัญญาณ 34 ตัด 89 ว่าไม่ใช่การตัดหลอก
2) Divergence = สัญญาณเตือนล่วงหน้า — ราคาทำ Low ใหม่ แต่ MACD ทำ Low ที่ตื้นขึ้น = แรงขายกำลังหมด มักเกิดปลายระยะ 4 ก่อนเข้าระยะ 1 · กลับด้าน: ราคาทำ High ใหม่แต่ MACD ไม่ทำ = ปลายระยะ 2 เตรียมเข้า 3
สิ่งที่ห้ามทำ: ใช้ MACD ตัด signal line เป็นสัญญาณซื้อขายเดี่ยว ๆ บน timeframe รายวัน — ความถี่สัญญาณสูงเกินไปสำหรับผู้ถือระยะกลาง-ยาว และแพ้ค่าธรรมเนียม + ภาษีในระยะยาว
Volatility Contraction Pattern (แนวคิดของ Mark Minervini): ฐานที่ดีจะบีบตัวแคบลงเรื่อย ๆ พร้อม volume ที่แห้งลง — คือรอยเท้าของการที่ของถูกดูดออกจากมือคนอยากขายจนหมด
เชื่อมกับเครื่องมือเดิม: VCP ที่สมบูรณ์มักเกิดตอนราคาบีบเข้าหาเส้น 34/89 ที่เริ่มแบน และตัวฐานทั้งก้อนคือ HVN ใหม่บน Volume Profile — สามเครื่องมือกำลังพูดเรื่องเดียวกันจากคนละมุม จุดซื้อของสายเทรนด์คือวันทะลุ Pivot พร้อม volume แต่สายสะสมแบบเราได้เปรียบกว่า: เก็บของในฐานตั้งแต่ระหว่างบีบ (เมื่อ Reverse DCF ยืนยันว่าถูก) แล้วให้วันทะลุเป็นวัน "เติมไม้สุดท้าย" ไม่ใช่วันเริ่มซื้อ
การ์ดปฏิบัติการ 5 ใบ ครอบวัฏจักรทั้งรอบ — ทุกใบมี "ด่านตรวจ" ที่ต้องผ่านก่อนลงมือเสมอ
สำหรับคนที่อยากลองสวิงเทรดคู่ขนานกับพอร์ตยาว — สอน setup เดียวพอ: "ย่อเข้าโซน Value ในขาขึ้น" เพราะมันคือ setup ที่ win rate กับ R:R สมดุลที่สุดสำหรับมือใหม่ และใช้เครื่องมือชุดเดิมทั้งหมด แค่เปลี่ยน SMA เป็น EMA
สวิงเทรดเป็นคนละเกมกับการเก็บหุ้นระยะยาว — แยกบัญชีหรือแยกวงเงินชัดเจน (แนะนำไม่เกิน 10–20% ของพอร์ต) · จดทุกไม้ · ครบ 6–12 เดือนเอาผลตอบแทนหลังหักค่าธรรมเนียมมาเทียบกับ "ถือเฉย ๆ" — ถ้าแพ้ ก็ได้คำตอบที่มีค่าที่สุดแล้วว่าเวลาของเราควรไปอยู่ที่ไหน · ห้ามเอาไม้สวิงที่ติดดอยมา "เปลี่ยนใจถือยาว" — นั่นคือวิธีที่ไม้เล็กกลายเป็นแผลใหญ่
EMA 21 + EMA 50 (สวิงใช้ EMA เพราะต้องการความไว — ดูส่วนที่ 02) · FRVP ลากคลุมขาขึ้นล่าสุด (ก้น→ยอด) · MACD 12/26/9
| ชั้น | เงื่อนไข |
|---|---|
| 1 · บริบท | Daily เป็นขาขึ้น: ราคาเหนือ EMA 50 · EMA 21 อยู่เหนือ EMA 50 · โครงสร้างยังทำ High-Low ยกสูง — ไม่มีข้อนี้ = ไม่มี setup ห้ามเล่นสวนเทรนด์ |
| 2 · โซน | ราคาย่อกลับเข้า Value Area ของขาขึ้นล่าสุด — จุดที่ดีที่สุดคือแถบ VAH เดิม→POC ยิ่งดีถ้า EMA 50 วิ่งมาบรรจบโซนเดียวกัน (confluence) |
| 3 · จังหวะ | MACD histogram ฝั่งลบเริ่มหดสั้นลง 2–3 แท่งติด (แรงขายอ่อน) + แท่งราคากลับตัว: ปิดเหนือ High ของแท่งก่อนหน้า ในโซนชั้น 2 |
| 4 · คุ้มไหม | Stop = ใต้ VAL หรือใต้ Low ของการย่อ (อันไหนต่ำกว่า) · Target แรก = ยอดเดิม · R:R ต้อง ≥ 2 เท่า ไม่ถึง = ข้ามไม้นี้ไปเลย ไม่มีการขยับ stop ให้เลขสวย |
ขนาดไม้: เสี่ยงจริงต่อไม้ (ระยะ entry→stop × จำนวนหุ้น) ไม่เกิน 1% ของวงเงินสวิง — นี่คือกฎที่ทำให้รอดพอได้เรียนรู้
ถึง target แรก: ขายครึ่ง เลื่อน stop ที่เหลือขึ้นมาที่ทุน — ตั้งแต่จุดนี้ไม้นี้ขาดทุนไม่ได้แล้ว ปล่อยส่วนที่เหลือวิ่งตาม EMA 21
โดน stop: จบคือจบ ห้าม re-entry ในวันเดียวกัน ห้ามขยาย stop กลางทาง — การขยาย stop หนึ่งครั้ง ทำลายวินัยที่สร้างมาทั้งหมด
ห้ามเข้าเมื่อ: อยู่ในหน้าต่าง 2 สัปดาห์ก่อนงบ (gap ไม่สน stop ของเรา) · เส้น 89/EMA50 บน Daily แบนหรือชี้ลง · ย่อลึกทะลุ VAL แล้ว (นั่นไม่ใช่การย่อ นั่นคือโครงสร้างกำลังเสีย)
ใช้ข้อมูลจริงจากกราฟในส่วนที่ 07 (ราคา ~66.4 · SMA13 ≈ 69 · SMA34 ≈ 67 · SMA89 ≈ 79 · IV ออปชัน ~80%) — และตั้งใจเลือกเคสที่ไม่ผ่านทุกข้อ เพราะตัวอย่างที่ผ่านสวยหมดสอนให้คนหาแต่คำยืนยัน ตัวอย่างก้ำกึ่งต่างหากที่สอนให้คิด
| ข้อ | ผลตรวจ | คำตัดสิน |
|---|---|---|
| 1 Thesis | ธุรกิจอธิบายได้ (ดาวเทียมต่อตรงมือถือ) แต่ Reverse DCF ชี้ว่าตลาด price การเติบโตระดับ ~40%/ปี ไว้แล้ว — ราคานี้ไม่ได้ถูกตามมูลค่า มันคือราคาที่ "ต้องทำได้ตามฝันถึงจะคุ้ม" | ไม่ผ่าน |
| 2 Stage | ราคาต่ำกว่าเส้น 89 ที่ยังชี้ลง · 13 เพิ่งตัดขึ้น 34 ได้ไม่นาน = ปลายระยะ 4 กำลังพยายามก่อฐาน ยังไม่ใช่ระยะ 1 ที่ยืนยันแล้ว (เส้นยังไม่แบน ยังไม่พ้น 89) | ไม่ผ่าน |
| 3 Zone | ราคานั่งอยู่บน HVN หนาของฐานสะสมเดิมพอดี — ถ้าจะซื้อ นี่คือโซนต้นทุนตลาด ไม่ใช่การไล่ราคา | ผ่าน |
| 4 Supply | เหนือหัวมีดอยจาก spike รอบก่อนกองหนาช่วง ~75–85 — เด้งขึ้นไปต้องเจอแรงขาย "ขอทุนคืน" ตลอดทาง | เตือน |
| 5 Exp. Move | IV ~80% · 57 วัน → กรอบ 1 SD ≈ ±21 ดอลลาร์ (~45–87) — เป้ากำไรแบบ "กลับไปยอดเดิม 100+" อยู่นอกกรอบที่ตลาดให้ความน่าจะเป็นสูง ต้องตั้งเป้าและ sizing บนความจริงข้อนี้ | เตือน |
| 6 Sizing | ใครที่มีหุ้น + ออปชันฝั่ง long อยู่แล้ว ให้รวม delta ทั้งหมดก่อน — ถ้า exposure รวมเกินเป้าน้ำหนักของหุ้นตัวเดียว คำตอบของ "ไม้ต่อไป" คือศูนย์ ไม่ว่ากราฟจะพูดอะไร | ไม่ผ่าน* |
| 7 Expression | IV 80% = ออปชันแพง → ผู้ขายได้เปรียบ: ถ้าอยากเก็บเพิ่มในอนาคต Cash-Secured Put แถว VAL คือ expression ที่คุ้มสุด · การซื้อ call OTM ตอน IV ระดับนี้ = จ่ายแพงสุดในเมนู | ผ่าน (มีเงื่อนไข) |
* ขึ้นกับพอร์ตแต่ละคน — ใส่ตัวเลขของตัวเองแล้วตัดสินใหม่
ผ่านเต็ม 2 จาก 7 — ระบบตอบว่า: "น่าสนใจ แต่ยังไม่พร้อมให้เปิดไม้" ซึ่งเป็นคนละคำกับ "ห้ามยุ่ง"
สิ่งที่ระบบอนุญาตให้ทำวันนี้: ตั้ง Alert ไว้ 3 จุดแทนการซื้อ — (1) เส้น 34 ตัดขึ้น 89 (2) ราคายืนปิดเหนือ 89 ได้ต่อเนื่อง (3) ราคาย่อลงแตะ VAL ของฐาน (โซนขาย CSP) — แล้วไปทำอย่างอื่น ปล่อยให้หุ้นพิสูจน์ตัวเองก่อนเงินเราเข้าไป
บทเรียนใหญ่: เช็คลิสต์ไม่ได้มีไว้หา "หุ้นที่ผ่านทุกข้อ" — มันมีไว้บอกว่าอะไรต้องเกิดขึ้นก่อนเราถึงจะลงมือ และระหว่างรอ เราไม่เสียอะไรเลยนอกจากโอกาสที่ยังพิสูจน์ตัวเองไม่ได้
1. กราฟไม่เคยตอบว่า "หุ้นอะไรดี" — มันตอบแค่ "ตอนนี้คนอื่นกำลังทำอะไรกับหุ้นตัวนี้"
2. สัญญาณทุกตัวรอแท่งปิด (รายวัน/รายสัปดาห์) — สัญญาณระหว่างวันไม่นับ
3. เส้น 89 แบน = ปิดหูสัญญาณตัด 13/34 ทั้งหมด ใช้ Volume Profile นำ
4. ห้ามเติมไม้ตอนราคาห่างเส้น 34 เข้าใกล้เพดาน extended ของตัวมันเอง (วัดตามส่วนที่ 03) — ไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงตอนที่ "รอบนี้ไม่เหมือนรอบอื่น"
5. ถัวเฉลี่ยได้เฉพาะเมื่อทำ Reverse DCF ใหม่ด้วยตัวเลขล่าสุดแล้วยังถูก — ถัวเพราะ "มันเคยอยู่ราคานั้น" ไม่ใช่เหตุผล
6. Delta ไม่ใช่ความน่าจะเป็นแท้ (โดยเฉพาะหุ้น IV สูง) — ดูคอลัมน์ ITM% หรือคำนวณจาก Expected Move เอง
7. เขียนจุดยกเลิก (invalidation) ก่อนเข้าเสมอ — ระบบที่ไม่มีจุดยอมแพ้ ไม่ใช่ระบบ มันคือความหวัง
8. Weekly กำหนดทิศ · Daily หาจังหวะ — สองกรอบขัดกันเมื่อไหร่ เชื่อ Weekly เสมอ
9. ห้ามเปิดไม้ใหม่ภายใน 2 สัปดาห์ก่อนงบ และห้ามถือออปชันข้ามงบโดยไม่ได้คิดเรื่อง IV crush มาก่อน
เอกสารนี้เพื่อการศึกษาเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลและประเมินความเสี่ยงด้วยตนเองก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง
เครื่องมือทุกตัวในเล่มนี้ไม่ใช่ของใหม่ — มันงอกมาจากหลักการวิเคราะห์เทคนิคคลาสสิก (สายที่สืบทอดจาก Dow Theory มาถึงตำรามาตรฐานอย่างงานของ John J. Murphy) ตารางนี้สรุปหลักใหญ่ในภาษาของเราเอง พร้อมชี้ว่าแต่ละข้อไปอยู่ตรงไหนในระบบที่เรียนมาแล้ว — และข้อไหนต้องฟังอย่างมีเงื่อนไข
| หลักคลาสสิก | ความหมาย | อยู่ตรงไหนในเล่มนี้ |
|---|---|---|
| 1 · ราคาซึมซับข้อมูลไว้แล้ว | ทุกอย่างที่ตลาดรู้ สะท้อนในราคาแล้ว — เราจึงอ่าน "พฤติกรรมของเงิน" แทนการเถียงกับข่าว | หลักคิดส่วน 00 |
| 2 · ราคาเคลื่อนเป็นแนวโน้ม และแนวโน้มคงอยู่จนกว่าจะพิสูจน์ว่ากลับ | ภาระการพิสูจน์อยู่ฝั่ง "การกลับตัว" เสมอ — ห้ามเดายอด เดาก้น จนกว่าโครงสร้างจะยืนยัน | Stage · ส่วน 05 สัญญาณตัด · ส่วน 06 |
| 3 · เทรนด์ใหญ่มี 3 ช่วง | ช่วงมือใหญ่สะสมเงียบ ๆ → ช่วงมหาชนแห่ตาม → ช่วงมือใหญ่ทยอยส่งของ — Dow เขียนไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน แล้ว Weinstein เอามาแปลงเป็น Stage 1→2→3 ที่เราใช้ | Stage · ส่วน 05 |
| 4 · Volume ต้องยืนยันแนวโน้ม | เทรนด์แท้ volume ขยายตามทิศเทรนด์ และแห้งตอนย่อ — เทรนด์ที่วิ่งบน volume บาง = เทรนด์ที่ไม่มีเงินจริงหนุน | Volume Profile · ส่วน 07 VCP dry-up · ส่วน 09 |
| 5 · แนวรับที่หลุด กลายเป็นแนวต้าน (หลัก Polarity) | คนที่ซื้อบนแนวรับเดิมแล้วติด จะรอ "ขายเท่าทุน" เมื่อราคาเด้งกลับมา — แนวเดิมจึงสลับหน้าที่ นี่คือเหตุผลเชิงจิตวิทยาว่าทำไม VAL ที่หลุดแล้วถึงกลายเป็นเพดาน และทำไมดอยเก่าถึงกดราคา | Supply เหนือหัว · ส่วน 07 เช็คลิสต์ข้อ 4 · ส่วน 12 |
| 6 · สัญญาณต้องยืนยันซึ่งกันและกัน | Dow ใช้ดัชนีสองตัวยืนยันกัน — เวอร์ชันของเราคือ เครื่องมือคนละตระกูล (ราคา · volume · momentum) ต้องพูดเรื่องเดียวกันก่อนลงมือ และ divergence = สัญญาณเตือนว่าเสียงเริ่มแตก | MACD divergence · ส่วน 08 ด่านตรวจทุกการ์ด · ส่วน 10 |
1) หลักข้อ 1 เป็นจริงแค่ครึ่งเดียว — ถ้าราคาซึมซับทุกอย่างจริง earnings gap จะไม่มีอยู่ ความจริงคือราคาซึมซับ "สิ่งที่ตลาดรู้" ไม่ใช่ "สิ่งที่จะเกิด" — และช่องว่างระหว่างสองอย่างนี้แหละคือที่อยู่ของทั้งความเสี่ยง (กฎวันงบ ส่วน 06) และโอกาสของสาย Reverse DCF (เมื่อเราประเมินอนาคตต่างจากที่ราคา imply)
2) ตำราคลาสสิกเขียนในยุคก่อน algo, HFT และออปชันรายวัน — หลักใหญ่ระดับโครงสร้าง (เทรนด์ volume จิตวิทยาแนวรับ-ต้าน) ยังยืนอยู่ เพราะมันตั้งบนพฤติกรรมมนุษย์ แต่ pattern ยิบย่อยระดับรูปแท่งเทียนหลายตัวเสื่อมกำลังลง เพราะเมื่อทุกคนเห็น pattern เดียวกัน เครื่องจะเทรดดักหน้ามันก่อนเสมอ — ยิ่ง pattern เล็กและดัง ยิ่งเชื่อได้น้อย
3) ตำราสารานุกรมรวบรวม "วิธีที่นักเทคนิคใช้" ไม่ใช่ "วิธีที่พิสูจน์แล้วว่าชนะ" — สองอย่างนี้คนละเรื่องกัน เครื่องมือถูกบันทึกไว้เพราะมีคนใช้แพร่หลาย ไม่ใช่เพราะผ่านการทดสอบทางสถิติ หน้าที่คัดว่าอะไรใช้ได้กับหุ้นที่เราถือ เป็นของเรา ผ่านการจดบันทึกและวัดผลของตัวเอง — ตามกติกาเหล็กข้อ 7